Posted on : 05-12-2011 | By :
admin | In :
นวนิยาย
ตอนที่ 4: มายาภาพแห่งมิตรภาพ
บีบแตรเรียกสองสามครั้งอมรก็รีบวิ่งออกมาเปิดประตูรั้วให้ นักมายากลหนุ่มขับรถเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เห็นรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ของเพื่อนจอดอยู่ใต้ต้นปาล์มสูงใหญ่ ก้านใบเป็นรูปแฉกแผ่รอบต้น ปาล์มต้นนี้นำเข้ามาจากนอก อรัญจำชื่อของมันไม่ได้เสียแล้ว อมรเคยบอกว่ามันเติบใหญ่เกินกว่าจะย้ายไปขายได้อีก หากขุดถอนมันอาจตาย เขาจึงปล่อยมันเติบโตอยู่ในบ้านอย่างที่เห็น
จอดรถต่อท้ายรถกระบะของอมรแล้วอรัญก้าวลงมา ส่งเสียงทักทายเพื่อน ชายหนุ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย บริเวณบ้านของอมรเต็มแน่นไปด้วยต้นไม้สารพัดชนิด เหล่าพันธุ์ไม้ส่งมอบพลังงานชีวิตมาให้ ส่วนใหญ่เป็นไม้ประดับรูปร่างแปลกๆ มีหลากหลายสีสันแตกต่างกันไป พุ่มใบของต้นไม้เป็นที่พักสายตาได้ดีที่สุด อรัญมองกวาดไปรอบๆ พร้อมกับหายใจเข้าปอดยาวลึก สาเหตุหนึ่งที่เขามักมาหาเพื่อนที่บ้านก็เพราะที่นี่มีต้นไม้มากมายนี่เอง อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
Posted on : 13-11-2011 | By :
admin | In :
นวนิยาย
ตอนที่ 3: ความเหงาสีหม่น
เมื่อคืนอรัญไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน เขานั่งดื่มบรั่นดีเพียวๆ หมดไปหนึ่งขวดเต็มๆ แม่บ้านวัยกลางคนคอยปรนนิบัติหาโน่นหานี่ให้ตามต้องการ ด้วยรู้ดีว่านางต้องตื่นแต่หัวรุ่งเพื่อทำอาหารเช้าและทำงานบ้านประจำวัน อรัญจึงบอกให้นางไปนอน เขาพูดหลายรอบแต่นางยังดื้อดึงอยู่เป็นเพื่อน สำรวยเพิ่งเข้าห้องนอนตอนเกือบตีสี่เมื่ออรัญยื่นคำขาดว่า หากนางไม่ยอมเชื่อคำสั่งเขาจะไล่นางออก
อรัญหมกมุ่นครุ่นคิดไปต่างๆ นานา อารมณ์โกรธในตอนแรกปลาสนาการหายไปแทบหมดสิ้น ความหงอยเหงาเศร้าซึมเยี่ยมหน้าเขามาเยือนแทนที่ ชายหนุ่มจมลงไปในบ่อทรายดูดแห่งความทุกข์อันหนืดเหนียว ไม่มีเรี่ยวแรงตะเกียกตะกายขึ้นมา เขารู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองกำลังหมดลมหายใจลงอย่างช้าๆ เม็ดทรายทะลักเข้าอุดทวารทุกส่วน มันไหลเข้าไปตามหลอดลม ลามสู่หัวใจ บาดเฉือนก้อนเนื้อใจให้เกิดรอยแผลฉกรรจ์ ลิ่มเลือดไหลพรั่งถั่งล้นอยู่ภายใน เป็นความทรมานที่ยากเกินอธิบายให้ใครเข้าใจได้ อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
Posted on : 27-10-2011 | By :
admin | In :
นวนิยาย
ตอนที่ 2: เค้ารางเงาร้าย
“สวยสดงดงามจริงๆ” ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนลั่นเมื่อเห็นอรัญเดินเข้ามาในห้องแต่งตัว เขาคือธวัช เพื่อนและหุ้นส่วนทางธุรกิจของอรัญ ธวัชชมการแสดงมายากลของอรัญอยู่แถวหลังสุดตลอดเวลา เขาสังเกตว่าคนดูชอบอกชอบใจมายากลกันทั้งนั้น ไม่มีใครแสดงท่าทีผิดหวังแม้ต้องจ่ายค่าตั๋วราคาแพง บัตรขายหมดเกลี้ยงฟ้องถึงความสำเร็จในเบื้องแรก ใบหน้าตื่นเต้นเต็มตื้นด้วยความประหลาดใจของคนดูหลังการแสดงจบลงยิ่งย้ำว่า มายากลครั้งนี้ผ่านพ้นไปอย่างงดงามที่สุด
“เหนื่อยสิท่า?” ธวัชถามเพื่อน
“เออสิ” อรัญพูด “แกลองทำโน่นทำนี่ไม่ได้หยุดเป็นเวลาสองชั่วโมงเต็มดูบ้างสิ”
“เหนื่อยแต่ก็คุ้มค่า”
อรัญไม่พูดอะไรอีก นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ร้องขอน้ำเย็นจากเด็กที่เดินผ่านแถวนั้น อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
- 1 -
ในห้วงก้ำกึ่งระหว่างสมาธิลึกกับการรับรู้ทางผัสสะภายนอก ภิกษุหนุ่มแว่วยินเสียงใบไม้ดังกรอบ
แกรบแผ่วแสนแผ่ว ภวังค์จิตค่อยๆถอนจากจุดล้ำลึกภายใน ประสาทสัมผัสทั้งห้าตื่นตัวทำงานอีกครั้งดังเดิม โสตประสาทจับได้ถนัดถึงเสียงพลิกไหวของใบไม้แห้งรายรอบ
แม้สายลมโพยพัดอยู่บ้างในบรรยากาศรอบข้าง ทว่าอ่อนเบาเกินจะพลิกใบไม้ให้ไหวตัว ภิกษุหนุ่มแน่ใจว่านั่นหาใช่เสียงใบไม้ถูกสายลมพัดเคลื่อนครูดบนพื้นดิน หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าย่องย่างแผ่วเบา
รอยยิ้มรางๆผลิผุดบนดวงหน้านิ่งสงบ แววตาหลังเปลือกตาปิดสนิทเป็นประกายซ่อนเร้น ชายในผืนผ้ากาสาวพัสตร์เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาโดยไม่ลืมตามอง
“มาแล้วหรือ? อาตมาเกือบปักใจเชื่อไปแล้วว่าโยมคงไม่กล้ามา…” อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
เสียงขยับปีกนั้นแม้จะไม่ดังมาก แต่ในเมื่อมันดังอยู่ใกล้หู นั่นจึงมากพอทำให้เด็กหญิงตื่นรู้สึกตัว เธอลืมตาโพลงในความมืด พร้อมกับที่เสียงขยับปีกเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดปีกดังระรัว
ห้องนอนของเด็กหญิงมีมุ้งลวดมิดชิด ไม่ควรมีแมลงเข้ามาเพ่นพ่านได้ เธอยังจำประสบการณ์เลวร้ายจากการถูกผึ้งต่อยได้ดี มันทำเอาจับไข้ ไปโรงเรียนไม่ได้หลายวัน คิดดังนั้นเด็กหญิงก็ผวาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ขยับหนีให้ห่างเสียงกรีดปีกของแมลงลึกลับ เธอรีบเปิดประตูออกจากห้อง เดินตรงไปที่ห้องนอนของพ่อกับแม่ด้วยความหวาดกลัว
เคาะประตูเรียกสองสามครั้ง แม่ของเธอก็เปิดประตูออกมา นาฬิกาพรายน้ำในห้องนอนของแม่กับพ่อบอกเวลาเลยเที่ยงคืน
“มีอะไรจ๊ะลูก มาเรียกพ่อกับแม่กลางดึกแบบนี้” แม่ถามเธอ
“มีแมลงอะไรก็ไม่รู้อยู่ในห้องหนู ได้ยินเสียงมันกระพือปีกดังลั่น หนูกลัว….” เด็กหญิงบอก อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
Posted on : 26-10-2011 | By :
admin | In :
นวนิยาย
ตอนที่ 1: เปิดม่านมายากล
การแสดงมายากลแสนอัศจรรย์พันลึกของนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่ใกล้เวลาเริ่มต้นขึ้น ทว่าไม่มีผู้ชมคนไหนล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า พ้นจากวันนี้แล้วพวกเขาจะมีโอกาสได้ชมมายากลสุดประหลาดล้ำเช่นนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ นักมายากลผู้นี้จะแสดงมายากลเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต
ถึงกำหนดเวลาเปิดการแสดงในครั้งนี้แล้ว แสงไฟในฮอลล์ค่อยๆหรี่ลงจนมืดสลัว คนดูที่เคยส่งเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กเงียบงันลงประหนึ่งกล่องเสียงแตกสลาย บรรยากาศแห่งความตื่นเต้นประหลาดใจของมายากลก่อตัวขึ้นด้วยตัวของมันเอง หลายๆคนคลับคล้ายจะเห็นกระต่ายหูยาวบินว่อนอยู่ในอากาศ นกพิราบสีขาวนวลกระโดดหย็องแหย็งบนพื้นตรงหน้า
ผู้ชมทุกคนมองไปที่เวทีเป็นตาเดียว วงกลมของแสงไฟส่องกราดทั่วฮอลล์ ละไล่ไปในหมู่คนดูเต็มความจุหนึ่งหมื่นคน เสียงดนตรีจังหวะเร้าอารมณ์ดังกระหึ่มขึ้น แล้วม่านเวทีก็เลื่อนสูงขึ้นช้าๆ เลื่อนร่นจนกระทั่งลับหายไปด้านบน เผยเวทีตกแต่งสวยงามอลังการต่อสายตาใครๆ อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
- 1 -
ด้วยไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้ยินคนรักของตัวเองบอกเลิก เอมิกาจึงรู้สึกราวกับถูกของมีคมบางอย่างเจาะทะลวงหัวใจอย่างรุนแรง ผิวเนื้อหัวใจของเธอฉีกขาดเป็นแผล เลือดไหลทะลักออกมาเป็นลิ่มๆ เริ่มแรกมันยังชาเฉยไม่รู้สึกรู้สา แต่พริบตาเดียวความเจ็บปวดแทบขาดใจก็พุ่งเข้าโจมตี
ได้ยินประโยคนั้นครั้งแรกเธอไม่อาจเข้าใจความหมายของมันด้วยซ้ำ ต้องปล่อยให้ถ้อยคำของชัยยศลอยวนในห้วงความคิดครู่หนึ่ง แล้วความหมายร้ายกาจของมันก็ค่อยๆแผ่ซ่านสู่การรับรู้ ตอนนั้นเองเอมิกาจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังถูกแฟนหนุ่มขอแยกทาง
คนทั้งคู่นั่งอยู่ในร้านอาหารบรรยากาศดีริมถนนเส้นใหญ่ เป็นร้านที่ทั้งสองมาทานข้าวด้วยกันเป็นประจำ ชายหนุ่มเป็นฝ่ายโทรศัพท์นัดเธอมาเจอกันที่นี่ เอมิกาคิดว่าเขาคงชวนมาทานมื้อค่ำอย่างที่เคยเป็น เธอเพิ่งตระหนักแน่แก่ใจเดี๋ยวนี้เองว่าเข้าใจผิดถนัด
ที่แท้เขานัดเธอมาบอกเลิก อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
เราเป็นญาติลำดับชั้นที่สามของกันและกัน หากจะให้ไล่เรียงอย่างแม่นยำแล้ว คนที่เป็นพี่น้องกันจริงๆคือปู่ของข้าพเจ้ากับย่าของหลวงพี่อนันต์ ปู่ทวดและย่าทวดของข้าพเจ้ามีลูกชายหญิงถึงเก้าคน พี่น้องท้องเดียวกับปู่ต่างเติบโตมีลูกเต้าของตัวเองกันทุกคน บางคนมีลูกเพียงคนสองคน แต่ส่วนใหญ่เกิดลูกออกหลานอีกมากมายเกินนับนิ้วมือตามวิถีดั้งเดิมของคนยุคนั้น
ลูกหลานแตกแขนงจากปู่ทวดย่าทวดมีจำนวนอย่างต่ำเกือบร้อย พ้นเลยจากลำดับชั้นของข้าพเจ้ากับหลวงพี่อนันต์ไปแล้วยังมีคนรุ่นโหลนของปู่ทวดย่าทวดลืมตามาดูโลกแล้วหลายคน ลูกชายของข้าพเจ้าเองคือหนึ่งในนั้น ส่วนหลวงพี่อนันต์บวชพระถือครองผ้ากาสาวพัสตร์แต่วัยหนุ่ม จากนั้นไม่เคยละจากผืนผ้าเหลืองอีกเลย นับถึงปัจจุบันนี้ล่วงเข้ายี่สิบกว่าปีมาแล้ว
หลวงพี่อนันต์แก่วัยกว่าข้าพเจ้าประมาณสิบปี ความที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน แม้เป็นญาติชั้นปลายทว่าข้าพเจ้ากับท่านสนิทสนมกันพอสมควรมาตั้งแต่ข้าพเจ้ายังเด็ก เมื่อเติบใหญ่มีครอบครัวแล้ว ทุกครั้งที่มีธุระปะปังที่วัดหรือเพียงแวะผ่านเฉียดไป ข้าพเจ้ายังหาโอกาสแวะเยี่ยมเยียนหลวงพี่ที่กุฏิ ไม่ลืมซื้อหาของติดไม้ติดมือไปถวายตามแต่จะหาได้
เมื่อครั้งหลวงพี่โกนผมห่มผ้าเหลืองข้าพเจ้าเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่หนึ่งเห็นจะได้ ข้าพเจ้าเติบใหญ่พอจะจดจำได้ทุกเรื่องราวได้แล้วก็จริง แต่เด็กเกินกว่าจะสนใจเอาใจใส่เหตุการณ์แวดล้อม มีชีวิตอยู่กับการเที่ยวเล่นสนุกสนานกับผองเพื่อนไปวันๆ จำแม่นเพียงว่าสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้หลวงพี่อนันต์บวชพระเป็นเพราะพ่อของท่านเสียชีวิตลงอย่างปัจจุบันทันด่วน อ่านต่อส่วนที่เหลือ »
0